News

ตราบาปใต้เงาไม้: เมื่อมหาเศรษฐีทอดทิ้งลูกพิการไว้กลางป่าลึกเพื่อเอา

ใจภรรยาใหม่ สู่การคุกเข่าหลั่งน้ำตาเลือดอ้อนวอนขอขมาในอีก 15 ปีต่อมา!

คฤหาสน์ ‘อัครมหาศาล’ ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาด้วยมูลค่ากว่าสองพันล้านบาท มันคือสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและอำนาจของ ‘กฤตย์’ มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศผู้กุมบังเหียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมหรูทั่วเอเชีย ชีวิตของเขาเพียบพร้อมไปด้วยเงินทอง เกียรติยศ และบริวารนับร้อย แต่ภายใต้ฉากหน้าที่สมบูรณ์แบบนั้น กลับซ่อนความลับอันดำมืดและโหดร้ายที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะกระทำได้

เมื่อสิบห้าปีก่อน กฤตย์เคยมีครอบครัวที่อบอุ่นกับภรรยาคนแรก แต่เธอกลับด่วนจากไปหลังคลอดลูกชายเพียงคนเดียวชื่อ ‘นที’ ความโชคร้ายไม่ได้จบลงแค่นั้น นทีเกิดมาพร้อมกับความผิดปกติทางร่างกาย ขาขวาของเขาลีบเล็กและบิดเบี้ยว ทำให้เขาไม่สามารถเดินได้เหมือนเด็กปกติ ต้องใช้ไม้ค้ำยันและเดินลากขามาตั้งแต่เด็ก กฤตย์เคยรักและสงสารลูกชายคนนี้สุดหัวใจ จนกระทั่งเขาได้พบกับ ‘โสภิตา’ หญิงสาวไฮโซผู้มีใบหน้างดงามแต่จิตใจคับแคบและเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน

โสภิตาเกลียดชังนทีตั้งแต่แรกเห็น เธอทนไม่ได้ที่ต้องรับบทแม่เลี้ยงให้กับ ‘เด็กพิการ’ ที่เธอเรียกอย่างลับๆ ว่า ‘ตัวอัปมงคล’ เมื่อโสภิตาแต่งงานเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ นรกบนดินของเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบก็เริ่มต้นขึ้น เธอแอบหยิกตี นำอาหารที่เหลือไปให้กิน และกีดกันไม่ให้นทีได้พบกับผู้เป็นพ่อ วันหนึ่ง ในงานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์ระดับชาติที่จัดขึ้นที่คฤหาสน์ นทีซึ่งหิวโซได้เดินลากขาออกมาจากห้องเก็บของเพื่อขออาหาร ความทุลักทุเลของเขาทำให้ไปชนโต๊ะวางแชมเปญจนล้มระเนระนาด แขกเหรื่อระดับวีไอพีต่างพากันตกตะลึง

คืนนั้น โสภิตายื่นคำขาดกับกฤตย์ด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดที่สุด “คุณต้องเลือกระหว่างโสภิตากับไอ้เด็กพิการนั่น! สภาพน่าสมเพชแบบนั้นมันทำให้โสภิตาอับอายจนไม่มีที่ยืนในสังคม ถ้าคุณไม่กำจัดมันไปพ้นๆ โสภิตาจะหย่า และจะแฉความเน่าเฟะของบริษัทคุณให้สื่อรู้ให้หมด!”

ด้วยความหลงใหลในตัวภรรยาเด็ก ประกอบกับความหน้าบางที่กลัวสังคมจะรังเกียจทายาทที่พิการ กฤตย์จึงตัดสินใจทำในสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตมนุษย์…

รุ่งเช้าของวันที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง กฤตย์หลอกนทีวัยเจ็ดขวบว่ากำลังจะพาไปเที่ยวตั้งแคมป์ รถยนต์คันหรูแล่นออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่ป่าลึกทางภาคเหนือซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าที่ห่างไกลผู้คนนับร้อยกิโลเมตร เมื่อถึงใจกลางป่าทึบที่อับสัญญาณและมืดครึ้มไปด้วยเงาไม้ กฤตย์จอดรถและอุ้มลูกชายลงไปนั่งใต้ต้นไทรใหญ่

“นที… นั่งรอพ่ออยู่ตรงนี้นะลูก พ่อจะไปหาขนมมาให้” กฤตย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา เขาถอดสร้อยคอทองคำที่มีจี้หยกสลักชื่อ ‘นที’ สวมคอให้ลูกชาย พร้อมกับยัดตุ๊กตาไม้แกะสลักใส่มือเล็กๆ นั้นไว้

“พ่อกฤตย์รีบกลับมานะครับ นทีกลัวเสียงฟ้าร้อง…” เด็กน้อยตาดำๆ เอ่ยด้วยความไร้เดียงสา รอยยิ้มที่มอบให้พ่อยังคงบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความไว้วางใจ

กฤตย์หันหลังเดินกลับไปที่รถ น้ำตาของเขาไหลอาบแก้ม แต่ความเห็นแก่ตัวกลับมีอำนาจเหนือกว่า เขาขึ้นรถ สตาร์ทเครื่อง และเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไปทันที!

ผ่านกระจกมองหลัง กฤตย์เห็นภาพที่ตามหลอกหลอนเขาไปตลอดชีวิต… นทีพยายามใช้ไม้ค้ำยันพยุงตัวลุกขึ้นและพยายามวิ่งกะเผลกตามรถของพ่อกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก เด็กน้อยล้มลุกคลุกคลาน ขาที่ลีบเล็กครูดไปกับกรวดหินจนเลือดอาบ เสียงกรีดร้องเรียก “พ่อจ๋า! อย่าทิ้งนที! พ่อจ๋า!” ดังก้องแข่งกับเสียงอัสนีบาต ก่อนที่ร่างเล็กๆ นั้นจะล้มลงจมกองโคลนและเลือนหายไปในความมืดมิดของป่าลึก

กฤตย์กลับมาใช้ชีวิตกับโสภิตาอย่างหรูหรา เขาหลอกทุกคนว่าส่งลูกชายไปรักษาตัวที่สถาบันพิเศษในต่างประเทศและเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา ทว่า… กฎแห่งกรรมไม่เคยละเว้นใคร แม้แต่ผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

สิบห้าปีผ่านไป ธุรกิจของกฤตย์พังทลายลงจากวิกฤตเศรษฐกิจและการยักยอกเงินของโสภิตา แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือร่างกายของเขา กฤตย์ในวัยห้าสิบห้าปี ป่วยเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาทขั้นรุนแรง ร่างกายท่อนล่างตั้งแต่เอวลงไปเป็นอัมพาตโดยสมบูรณ์ ต้องนั่งรถเข็นและกลายเป็นคนไร้สมรรถภาพ โสภิตาที่เคยฉอเลาะบัดนี้เผยธาตุแท้ เธอพาชายชู้เข้ามาหยามเกียรติเขาถึงในบ้าน และด่าทอเขาทุกวันว่า ‘ไอ้คนพิการไร้ประโยชน์’

วันหนึ่ง กฤตย์ที่หมดหวังกับแพทย์แผนปัจจุบัน ได้ยินข่าวลือจากกลุ่มมหาเศรษฐีถึง ‘นายแพทย์ปราชญ์’ หมอเทวดาหนุ่มอัจฉริยะผู้ก่อตั้ง ‘อาศรมแห่งชีวิต’ สถานบำบัดระดับเวิลด์คลาสที่ตั้งอยู่บนยอดเขาลึกลับทางภาคเหนือ ว่ากันว่าหมอปราชญ์สามารถรักษาโรคร้ายแรงที่ไม่มีใครรักษาได้ด้วยสมุนไพรโบราณและการฝังเข็มชั้นสูง แต่การจะเข้าถึงตัวเขาได้นั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร กฤตย์ทุ่มเงินเก็บก้อนสุดท้ายเพื่อจองคิวการบำบัด และบังคับให้โสภิตาพาเขาเดินทางไปที่นั่น

เมื่อรถตู้หรูแล่นมาถึงอาศรมแห่งชีวิต กฤตย์ต้องตื่นตะลึงกับความยิ่งใหญ่และสถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างงดงาม มูลค่าของที่นี่น่าจะมหาศาลกว่าคฤหาสน์ของเขาหลายเท่าตัว ทว่าโสภิตากลับแสดงกิริยาต่ำทรามตั้งแต่ก้าวแรก เธอตะคอกใส่พนักงานที่มารับรถเข็น “ระวังหน่อยสิยะ! รู้ไหมว่าสามีฉันเป็นใคร บริการให้มันดีๆ หน่อย ไอ้พวกบ้านนอก! แล้วไหนล่ะหมอเทวดาของพวกแก ไปเรียกมาต้อนรับพวกเราเดี๋ยวนี้!”

“กรุณารักษามารยาทในพื้นที่บำบัดด้วยครับคุณผู้หญิง”

เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังก้องมาจากระเบียงทางเดิน ทุกสายตาหันไปมอง ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตา ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากเงามืดของแมกไม้… ท่วงท่าของเขาสง่างามและเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม ทว่า… เขากำลังใช้ไม้เท้าพยุงตัว และเดินลากขาขวาที่ลีบเล็กอย่างช้าๆ

โสภิตาเบิกตากว้าง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเหยียดหยาม “ฮ่าๆๆ! นี่น่ะเหรอหมอเทวดา! ตัวเองยังพิการขาเป๋ เดินลากขาเหมือนหมาถูกรถชนแบบนี้ จะมีปัญญาปัญญาไปรักษาใครได้! กฤตย์ คุณพาฉันมาเสียเวลาเปล่าๆ หมอพิการแบบนี้ฉันไม่ให้มารักษาคุณหรอกนะ สีน่ารังเกียจชะมัด!”

แต่กฤตย์ไม่ได้ยินเสียงด่าทอของภรรยาเลยแม้แต่น้อย วินาทีที่ชายหนุ่มคนนั้นเดินเข้ามาใกล้จนแสงแดดสาดส่องกระทบใบหน้า หัวใจของมหาเศรษฐีเฒ่าก็กระตุกวูบอย่างรุนแรงราวกับถูกฟ้าผ่า! ดวงตาที่แสนอ่อนโยนแต่มั่นคงคู่นั้น… จมูกที่เป็นสัน… โครงหน้าที่ถอดแบบมาจากอดีตภรรยาผู้ล่วงลับของเขาไม่มีผิดเพี้ยน!

และสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของกฤตย์สะดุดกึก คือใต้คอเสื้อผ้าฝ้ายสีขาวที่แหวกออกเล็กน้อย… ปรากฏ ‘จี้หยกสลักคำว่า นที’ ห้อยอยู่บนแผ่นอกของชายหนุ่ม!

“น… นที… นทีลูกพ่อ…” กฤตย์ละล่ำละลัก เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นสะท้านไปทั้งวิญญาณ ขอบตาของชายชราร้อนผ่าว น้ำตาแห่งความตกตะลึงและสำนึกผิดทะลักทลายออกมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้

โสภิตาหันขวับมามองสามี “คุณพูดบ้าอะไรของคุณ! นทีมันตายโหงไปเป็นอาหารสัตว์ในป่าตั้งแต่สิบห้าปีที่แล้วแล้ว!”

“หุบปากของแกเดี๋ยวนี้ นังแพศยา!!” กฤตย์ตวาดลั่นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เขาใช้สองมือที่สั่นเทาผลักตัวเองให้หลุดจากรถเข็น ร่างท่อนล่างที่เป็นอัมพาตทรุดฮวบลงกระแทกพื้นหินอย่างรุนแรง แต่ชายชราไม่สนความเจ็บปวด เขาใช้สองแขนตะเกียกตะกาย คลานไปตามพื้นอย่างทุลักทุเลและน่าสมเพช จนไปหยุดอยู่แทบเท้าของนายแพทย์ปราชญ์… หรือก็คือ นที ลูกชายที่เขาเคยทอดทิ้ง!

“นที… ลูกจริงๆ ใช่ไหม… ลูกยังไม่ตาย พ่อ… พ่อขอโทษ… พ่อมันเลว พ่อมันเป็นสัตว์นรก…” กฤตย์ฟุบหน้าลงกับรองเท้าผ้าใบของลูกชาย ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน น้ำตาของมหาเศรษฐีเฒ่าไหลปะปนกับน้ำลายจนดูเวทนา เขาพยายามเงยหน้าขึ้นมองลูกชายด้วยแววตาที่เว้าวอนขอความเมตตา “อภัยให้พ่อด้วยลูก… พ่อสำนึกผิดแล้ว พ่อถูกผู้หญิงคนนี้หลอก พ่อทนทุกข์ทรมานมาตลอดสิบห้าปี กลับมาหาพ่อนะลูก กลับมาเป็นทายาทของพ่อ…”

นทีก้มลงมองชายชราที่กำลังคุกเข่าร้องไห้กอดขาเขาอยู่ แววตาของชายหนุ่มไม่ได้มีความโกรธแค้น ไม่มีความเกลียดชัง แต่มันช่าง ‘ว่างเปล่าและเยือกเย็น’ จนกฤตย์รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก

“ลุกขึ้นเถอะครับ คุณกฤตย์” นทีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่น “ในฐานะแพทย์ ผมจะรักษาผู้ป่วยทุกคนที่เดินทางมาที่นี่โดยไม่เลือกปฏิบัติ… แต่ในฐานะลูกชาย… นทีได้ตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ฝนตกหนักกลางป่าเมื่อสิบห้าปีก่อนครับ”

คำพูดนั้นเปรียบเสมือนมีดนับพันเล่มที่พุ่งทะลุขั้วหัวใจของกฤตย์

นทีค่อยๆ ถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว ปล่อยให้มหาเศรษฐีเฒ่านอนคลุกฝุ่นอยู่บนพื้น “วันที่คุณทิ้งผมไว้ เด็กพิการวัยเจ็ดขวบต้องคลานหาเศษใบไม้และน้ำฝนประทังชีวิตอยู่สามวันสามคืน ผมเกือบจะถูกหมาป่าขย้ำตาย โชคดีที่ ‘อาจารย์หมอ’ ซึ่งปลีกวิเวกมาบำเพ็ญเพียรในป่าพบผมเข้า ท่านรับผมเป็นลูกบุญธรรม ถ่ายทอดวิชาการแพทย์โบราณและความรู้ทั้งหมดให้ผมจนผมเรียนจบแพทย์และสร้างอาศรมแห่งนี้ขึ้นมาด้วยสองมือและขาที่พิการข้างนี้… ขาที่คุณเคยรังเกียจนักหนา”

โสภิตาที่เพิ่งตั้งสติได้ รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มประจบประแจงทันทีเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มพิการตรงหน้าคือเจ้าของอาณาจักรบำบัดมูลค่ามหาศาลนี้ “อ้าว! นทีลูกแม่! ลูกรอดมาได้จริงๆ ด้วย ลูกโตเป็นหนุ่มหล่อแถมยังรวยขนาดนี้ แม่กับพ่อกฤตย์ตามหาลูกมาตลอดเลยนะจ๊ะ กลับไปอยู่คฤหาสน์กับเราเถอะนะ ธุรกิจของพ่อเขารอลูกไปสืบทอดอยู่นะ!”

นทีปรายตามองโสภิตาด้วยสายตาสมเพชที่สุด “ธุรกิจที่ใกล้จะล้มละลายเพราะพวกปลิงดูดเลือดน่ะหรือครับ? เก็บไว้เถอะครับ ผมมีทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ในเครือข่ายทางการแพทย์ที่ดูแลอยู่ทั่วโลกมูลค่ากว่าหมื่นล้าน ผมไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินที่แปดเปื้อนความเห็นแก่ตัวของพวกคุณ… รปภ. นำตัวผู้หญิงคนนี้ออกไปจากเขตอาศรมของผม เธอไม่ได้รับสิทธิ์ให้เหยียบที่นี่อีกต่อไป”

“กรี๊ดดด! ปล่อยฉันนะ! ฉันเป็นแม่เลี้ยงแกนะ! ไอ้เด็กพิการเนรคุณ! ไอ้กฤตย์ แกช่วยฉันสิ!” โสภิตากรีดร้องโหยหวนขณะถูกหน่วยรักษาความปลอดภัยร่างยักษ์ลากตัวออกไป โยนทิ้งไว้ที่หน้าประตูทางเข้าอย่างไม่ไยดี

กฤตย์นอนร้องไห้สะอื้นอยู่บนพื้น เขามองดูแผ่นหลังของลูกชายที่กำลังหันหลังเดินกลับเข้าไปในอาศรม ความเจ็บปวดจากการเป็นอัมพาตครึ่งท่อน ยังไม่เท่าเศษเสี้ยวของความเจ็บปวดในจิตใจเมื่อได้รู้ว่า เขาได้โยนเพชรเม็ดงามที่สุดในชีวิตทิ้งไป เพื่อแลกกับก้อนกรวดโสมมที่ทำลายชีวิตเขาสิ้นซาก

“นที… พ่อรักลูกนะ… พ่อขอโทษ…” กฤตย์พึมพำอย่างเลื่อนลอย

“ผมจะให้พยาบาลพาคุณไปที่ห้องพักเพื่อเตรียมการฝังเข็มในวันพรุ่งนี้ครับ” นทีหันกลับมามองเป็นครั้งสุดท้าย “ผมจะรักษาให้ร่างกายของคุณกลับมานั่งรถเข็นและดูแลตัวเองได้… แต่สำหรับบาดแผลในใจที่คุณสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของคุณเอง คุณต้องทนอยู่กับมัน… ไปจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิตครับ”

ประตูไม้สักบานใหญ่ของอาศรมปิดลง ตัดขาดชายชราจากลูกชายโดยสมบูรณ์ กฤตย์ได้แต่คุกเข่าก้มหน้าหลั่งน้ำตาเลือดอยู่บนพื้นศิลา ท่ามกลางความเงียบงันของขุนเขาที่ตอบรับเพียงเสียงสะอื้นของความสำนึกผิดที่มาช้าเกินไปถึงสิบห้าปี… และมันจะเป็นความร้าวรานที่จะตราตรึงอยู่ในวิญญาณของเขา ไปตราบชั่วนิรันดร์.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!